วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

"โกโก้" โดนด่าเละ ยันไม่ตอแหลแฉ "สายป่าน" เป็นสิงห์อมควัน





“โกโก้” สำนึกผิด รับเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แฉ “สายป่าน” สูบบุหรี่ ยันไม่ตอแหล แต่ไม่ขอพูดเรื่องนางเอกสาวอีก ส่วนกรณีถูกอีกฝั่งยกเลิกสัญญา บอกไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ปัดรับงานซ้ำซ้อนทำคิวรวน แนะ “สายป่าน” อย่าฟ้องร้อง ควรทำงานจนกว่าจะหมดสัญญา เพราะไม่อยากซ้ำรอย “มาริโอ้”

เพิ่งจะเคลียร์คดีฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาลกับอดีตเด็กในสังกัดอย่าง “มาริโอ้ เมาเร่อ” ไปได้ไม่ทันไร ล่าสุด “โกโก้ นิรุณ ลิ้มสมวงศ์” ก็ดูท่ามีแววต้องขึ้นศาลปะทะกับเด็กในสังกัดสุดรักสุดหวงอย่าง “สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข” อีกรอบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเห็นทั้งคู่รักกันปานจะกลืน นางเอกสาวเพิ่งไปเป็นพยานให้ “โกโก้” ที่ศาลมาหมาดๆ

โดย สาเหตุที่ทำให้ “สายป่าน” กลับกลายมามีเรื่องมีราวซะเอง และอยากยกเลิกสัญญาที่ยังเหลืออีก 1 ปีกับ “โกโก้” ก็เนื่องจากอีกฝ่ายรับงานซ้ำซ้อน ทำให้คิวงานรวนไปหมด โทรไปก็ไม่รับสาย แถมยังทำให้เกิดความเสียหายกับทีมงานหนังจากต่างประเทศ ที่กำลังจะได้ร่วมงานกัน

ยิ่งไปกว่านั้นพอ “โกโก้” รู้ข่าวนี้ก็เกิดอาการฉุนจัด ฟิวส์ขาดให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “แฉแต่เช้า” คลื่น 94 EFM ว่า ไม่เคยมีปัญหากับนางเอกสาว แต่อยากให้ย้อนกลับไปถามว่า “เลิกสูบบุหรี่หรือยัง” คราวนี้เลยทำให้เรื่องราวบานปลาย ถึงขนาดมีกระแสข่าวออกมาว่า “สายป่าน” จะฟ้องร้องขอยกเลิกสัญญากันเลยทีเดียว เมื่อผู้สื่อข่าวมีโอกาสเจอตัว “โกโก้” เจ้าตัวเผยว่าไม่ใช่ต้นเหตุทำให้คิวงานของเด็กในสังกัดรวน และจะขอทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวที่ดีต่อไปจนกว่าจะหมดสัญญา

“จริงๆ แล้วโก้ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะต้องเป็นปัญหาขนาดนั้น และก็ไม่อยากเคลียร์ออกสื่อด้วย กะจะคุยกันเองมากกว่า ก็ตั้งแต่เกิดเรื่องเขาก็มีแมสเซจมาบ้าง เรื่องโอนเงินที่ยังค้างอยู่ แต่โก้ยังไม่ได้คุยอะไรกับเขา ถ้าถามว่าปัญหาเกิดจากอะไรโก้ก็งงมาก ต้องไปถามเขาแล้วล่ะ โก้ก็ไม่ทราบ โก้ยังมีความรู้สึกรักน้องเหมือนเดิม ก็ยังทำงานเหมือนเดิมตลอดทุกวันไม่ได้เปลี่ยน”

“เรื่อง ที่ว่าโก้ปรับเปลี่ยนคิวงานไปเยอรมัน หรือรับงานซ้ำซ้อน คือโก้ยืนยันในส่วนของโก้ดีกว่าว่า โก้ยังทำงานเหมือนเดิมทุกอย่างไม่มีอะไรผิดเพี้ยน สำหรับคิวโก้ก็มีการจัดคิวล่วงหน้า 1 เดือนให้น้องเรียบร้อยทุกอย่าง แต่ที่ว่าโก้ทำคิวมั่ว ทำให้เสียงานอื่นหมด คือโก้ว่าด้วยตารางงานแน่นมากกว่า ไม่ใช่ว่าทำคิวมั่วหรอก เพราะว่างานน้องเยอะ มันจะรับทุกอย่างก็เป็นไปไม่ได้”

“หนัง ฮอลลีวู้ดเรื่องใหม่ คือก่อนที่จะมีปัญหาครั้งสุดท้าย ก็ได้มีการคุยกับน้องและพ่อแม่น้องแล้ว ตกลงว่าจะไม่รับเรื่องนั้น เพราะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ไม่เป็นไป ตามที่ทางน้องและคุณพ่อคุณแม่ต้องการ จริงๆ ก็คิดไว้ว่าจะมีการบอกไม่รับงาน แต่ก็เกิดปัญหาน้องออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนปุ๊บ ก็ไม่รู้ยังไง ทางนั้นก็ไม่ได้ติดต่อโก้มาด้วย ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นยังไงแล้ว ไม่ทราบเหมือนกัน”

“โก้ไม่ได้มีอะไร โก้ไม่ได้เป็นฝ่ายที่มีอะไรเลย ลึกๆ ต้องไปถามทางสายป่านดีกว่า โก้ทำงานเหมือนเดิมทุกอย่าง ถามว่าเคลียร์กับน้องมั้ย คือทางผู้ใหญ่ก็บอกว่าถ้าพูดออกสื่อก่อน มันก็คงเคลียร์อะไรมากไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้โก้ยังทำหน้าที่ผู้จัดการที่ดีอยู่ ก็คงทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดสัญญา ก็คือปีหน้า น่าจะประมาณเดือนกันยา แต่ตอนนี้ก็ยังดูแลคิวอยู่เหมือนเดิม โก้ยังดูงานกับพีอาร์ของหนังทั้ง 3 เรื่องเหมือนเดิม”

ปัดพูดแฉนางเอกสาวสูบบุหรี่ เพราะโดนด่ามาเยอะ แต่เถียงเสียงแข็งไม่เคยตอแหลเหมือนที่ถูกกล่าวหา

“โก้ ก็โดนด่าเยอะมากหลังจากวันนั้น ก็เลยขอไม่พูดถึงแล้ว คือจะไม่พูดอะไรถึงสายป่านแล้ว โก้ขอพูดในส่วนของตัวเองดีกว่า มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ก็อยากขอโทษทุกคน และอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการทำงาน ผู้จัดการมีหน้าที่ปกป้องศิลปินอยู่แล้ว แต่คราวนั้น ณ อารมณ์ชั่ววูบ เพราะนุ้ย(ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ดีเจแฉแต่เช้า) บอกว่าโก้โกหกคนทั้งประเทศ โก้ก็เลยบอกว่าโก้ไม่ได้โกหก แต่โก้ไม่อยากเคลียร์ต่อหน้าสื่อมวลชนมากกว่า”

“ฉะนั้น การที่โก้ออกมาบอกในวันแรกกับรายการแฉแต่เช้า ที่โก้บอกว่าโก้ยังไม่ทราบเรื่อง เพราะโก้ไม่อยากพูดอะไรต่อหน้าสื่อเลย แต่พอวันที่สองแฉแต่เช้ามาบอกว่า โก้โกหกคนทั้งประเทศ โก้ก็เลยบอกว่าโก้ไม่ได้โกหกนะ และจริงๆ โก้ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายมีปัญหา คือโก้รักน้องเหมือนเดิม โก้ทำหน้าที่ผู้จัดการเหมือนเดิม รับโทรศัพท์เหมือนเดิม ลองถามดูก็ได้ว่าโก้รับมั้ย”

รับ ตั้งแต่ตกเป็นข่าวฉาวยังไม่เคยเจออดีตน้องรัก เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมรับโทรศัพท์ หยอดรัก “สายป่าน” มาก ส่วนเรื่องจะให้แม่มาเป็นผู้จัดการแทน เจ้าตัวหุบปากไม่ขอพูดมาก เพราะไม่อยากแฉอะไรอีก

“ตั้งแต่วันที่น้อง ออกข่าว ก็ยังไม่ได้ไปเจอน้องเลย ประมาณเกือบๆ อาทิตย์ได้ เพราะไม่รู้จะเกิดการปะทะอะไร มันมีปัญหาตามมาได้อีกตลอด แต่ก็มีให้ผู้ช่วยติดต่อไปเรื่องงาน แต่น้องไม่รับสายผู้ช่วย ก็เลยให้ผู้ช่วยส่งข้อความและอีเมล์ไปบอก แต่เรื่องที่ว่าต้องเคลียร์เงินจริงๆ แล้วเงินอยู่ที่เขามากกว่า เพราะเขาเป็นคนรับเอง หลังๆรับในนามชื่อน้องนั่นแหละ แต่น้องก็แบ่งมานะ ยังไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาก็ยังแบ่งอยู่”

“อยากจะ บอกว่าปัญหานี้โก้ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ คือโก้ไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นอย่างนี้ โก้ไม่ได้คิดถึงเขาในแง่ลบเลย ไม่ได้คิดว่าเขาจะทำอะไรเลย ยิ่งการที่เขามาเป็นพยานคราวก่อน โก้ยิ่งรักเขามาก และไม่เคยมองเขาในแง่ลบ โก้ก็ยังทำงานปกติของโก้เหมือนเดิมทุกวัน แต่อยู่ดีๆ มันมีปัญหาอย่างนี้ ก็งงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่โก้กล้ายืนยันว่า โก้ไม่ได้โกหก โก้ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีปัญหาอะไรเลย”

“ที่น้องอยากให้ แม่มาดูแลคิวแทน จะได้ไม่ต้องแบ่งเงินให้เรา อันนี้โก้ว่าก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน ก็ลองคิดดู โก้คงไม่พูดในรายละเอียดอะไร ว่ามีปัญหาเรื่องอะไร เพราะพูดไปก็หาว่าแฉอีก ก็ไม่พูดดีกว่า ขอไปเคลียร์กันข้างนอก”

เผย ไม่อยากให้เรื่องลามปามถึงขั้นฟ้องร้อง เพราะยังเข็ดกับคดีอดีตเด็กในสังกัด “มาริโอ้ เมาเร่อ” ยันไม่เคยมีปากเสียงกับนางเอกสาว แถมยังให้สกรีนงานก่อนทุกครั้งว่าจะรับหรือไม่

“เรื่อง ฟ้องร้องก็ต้องดูต่อไปว่าคุยกันได้มั้ย ตรงนี้โก้ไม่ทราบ โก้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน ถามว่าโกรธมั้ย ก็รักน้องเหมือนเดิม ไม่ได้โกรธอะไรเลย คือที่ผ่านมาคนเราอยู่ด้วยกันจะทะเลาะกันยังไง ผลสุดท้ายมันก็ดีกันใช่มั้ย เพราะฉะนั้นโก้ก็ไม่ได้โกรธ ไม่ได้อะไรเลยนะ และก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน ถึงขั้นจะต้องยกเลิกสัญญา โก้ไม่เคยเป็นคนพูดว่าจะยกเลิกสัญญาก่อน”

“ถามว่าเคย มีปากเสียงกันบ้างมั้ย มันก็ไม่ได้มีขนาดนั้น ก็มีเถียงกันธรรมดาบางเรื่อง อย่างเช่นรับงานไม่รับงาน ก็ปรึกษากันปกติ แต่ถ้าจะบอกว่าโก้ให้งานน้องหนักเกินไปจนน้องป่วย คือจะบอกว่าในการรับงานของโก้ สำหรับเด็กทุกคนในโมเดลลิ่งเหมือนกันหมด คือโก้จะต้องมีการปรึกษาตัวน้อง ปรึกษาพ่อแม่ การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ตัวน้องหรืออยู่ที่พ่อแม่ โก้มีหน้าที่แค่ว่ารับงานมา และเอาไปบอกเขาว่างานที่โก้สกรีนมามีอะไรบ้าง คืองานทุกอย่างที่จะรับต้องบอกกับตัวน้องและครอบครัวก่อน”

“แต่ อย่างบางงานโก้ก็สกรีนเองเลย อย่างเช่นงานชุดว่ายน้ำเขาสั่งเลยว่าไม่รับ โก้ก็ตัดทิ้งก่อนเลยถ้าเป็นชุดว่ายน้ำ แต่ถ้าเป็นงานหนังเป็นอะไรที่มันดีๆ ก็ต้องเอามาปรึกษาอีกทีนึงว่า เวลาน้องมีเท่านี้จะทำมั้ย ซึ่งต่อให้บางครั้งโก้ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเขาบอกว่าเขาจะรับ โก้ก็ต้องให้เขารับ เพราะถือว่าสุดท้ายคนทำงานคือน้อง แต่สำหรับตอนที่น้องป่วยคุณแม่เขาเป็นคนพาส่งโรงพยาบาล โก้ไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียดอะไรตรงนั้น”

“จะเคลียร์ ได้เมื่อไหร่ยังไม่ทราบเลย จริงๆ ไม่อยากให้เป็นประเด็นเลยนะ ไม่ได้อยากให้สัมภาษณ์ด้วย คืออยากให้ทำงานด้วยกันต่อไปจนหมดสัญญามากกว่า แต่จะถึงขั้นต้องขึ้นศาลมั้ยไม่ทราบ แต่โก้คงไม่ใช่เป็นฝ่ายฟ้องก่อน ถ้ามันไม่ได้มีอะไรร้ายแรงจริงๆ นะ เพราะกลัวจะซ้ำรอยคราวมาริโอ้เหมือนกัน กลัวมากๆ”

วอนประชาชนให้ใช้วิจารณญาณ อย่าฟันธงตนไม่ดี ที่เด็กในสังกัดทยอยตบเท้าลาออก พร้อมฝากบอก “สายป่าน” อยากให้ทำงานกันเหมือนเดิมจนกว่าจะหมดสัญญา

“จริงๆ แล้วปัญหาที่มีเด็กจะออกเนี่ย โก้ไม่ทราบเลยจริงๆ นะว่าเป็นเรื่องอะไร แต่อยากให้คนฟังพิจารณาดูดีๆ ทั้งสองฝั่ง คือไม่อยากให้มองว่าโก้เป็นคนไม่ดีอย่างเดียว อยากให้มองกว้างๆ ก็ลองดูดีๆ ลองฟังแล้วก็ใช้วิจารณญาณกัน”

“ถ้าจะฝากถึงน้องก็จะ บอกว่า อยากให้ทำงานด้วยกันต่อไปเหมือนเดิม จริงๆ ก็ไม่อยากให้ออกมาบอกสื่อมวลชนก่อน และตอนนี้โก้คงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้เกี่ยวกับเรื่องสายป่าน โก้ก็จะยืนยันในการทำงานของโก้ว่า โก้ทำงานยังไงมากกว่า ถามว่ายังจะพูดคุยกันได้มั้ย โก้พูดได้นะ พูดในเรื่องทั่วไปพูดได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องยกเลิกสัญญา”

ออกอาการหวง "ชาคริต" ไม่อยากให้ "เพชร" เข้าวงการ บอกขอเห่อคนเดียว

“ชาคริต” แจงสัมพันธ์ “เพชร” ไปได้ดีเรื่อยๆ บอกอยากให้เวลากับแฟนสาวให้มากที่สุด แม้ตนยุ่งกับการถ่ายละคร เผยไม่อยากให้รับงานในวงการมากเพราะตนอยากจะเอาไว้เห่อคนเดียว ลั่นกับคนนี้ตนเต็มร้อยสุดๆ

ตั้งแต่มีคนรัก ใหม่เป็นสาวไฮโซทายาทดีแทคอย่าง “เพชร บุญญาภรณ์ เบญจรงคกุล” ดูเหมือนพระเอกหนุ่ม “ชาคริต แย้มนาม” จะแจ่มใสร่าเริงเป็นพิเศษ แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะถูกตั้งฉายาให้เป็น “พระเอกไม้เลื้อย” เพราะประวัติความรักกับสาวมากหน้าหลายตา ทำให้เจ้าตัวถูกมองว่าเป็นหนุ่มเจ้าชู้ และไม่ว่าจะประกาศตัวคบกับสาวคนไหนความสัมพันธ์ก็มักจะไม่ค่อยยืดยาวสักเท่า ไหร่

แต่พอคราวนี้คบกับสาว “เพชร” ดูพระเอกหนุ่มจะจริงจังเป็นพิเศษ แม้จะดูไม่ค่อยหวานสักเท่าไหร่ แต่ก็เพิ่งมีภาพหลุดสวีทย้ำความสัมพันธ์ที่ยังแนบแน่นออกมา แถมหนุ่ม “ชาคริต” ยังออกแนวหวงแฟนสาวอีกต่างหาก เพราะพอโดนถามว่ามีการติดต่อทาบทามให้สาว “เพชร” มาเล่นละครหรือรับงานคู่กันบ้างรึเปล่า เจ้าตัวรีบตอบว่าคงไม่มีงานในลักษณะนั้น ตนขอเห่อคนเดียวพอแล้ว

“ให้ เขามาเล่นละครเหรอ ไม่มีหรอกครับ อย่าเลย เราเห่อคนเดียวพอแล้ว(หัวเราะ) คิดว่าเขาก็คงไม่รับหรอกครับ เพราะเขาสนใจในเรื่องอื่นๆ มากกว่าคงไม่ใช่กับตรงนี้ แต่ว่าอย่างตอนนี้ในเรื่องของพวกงานสังคม หรือถ่ายหนังสือของผู้ใหญ่หรือรุ่นพี่ที่เขาให้เกียรติก็มีบ้าง"

" แต่จะเข้าไปเต็มๆ ผมคิดว่าคงไม่นะ งานคู่ก็คงยังครับ ก็มีติดต่อเข้ามาบ้างมั้ง แต่ผู้จัดการเขาก็คงจะดูให้ แล้วก็ดูด้วยว่าเวลาเขาก็คงไม่ใช่ว่าจะว่างอะไรขนาดนั้น ก็คงยังไม่มีหรอกครับ มันยังเขินๆ อย่าเพิ่งดีกว่าครับ(หัวเราะ) ครั้งนี้เต็มร้อยมั้ย ก็เต็มสิครับ”

บอกอีกฝ่ายรับได้หลังต้องเปิดตัวมากขึ้น
“ตอน นี้เขาก็โอเคขึ้นแล้วตั้งแต่เริ่มมีข่าวกันมา เพราะเขาก็รู้อยู่แล้วว่าชีวิตมันต้องเป็นยังไง เขาก็รับได้ มันก็อยู่ที่คนสองคน อยู่ที่ความเป็นเรา ความเป็นเขาล่ะครับ ก็ต้องเข้าใจกันด้วย เพราะถ้าไม่เข้าใจกันก็คงลำบาก ผมก็โชคดีด้วยที่เขาค่อนข้างเข้าใจ"

"แต่เวลาไปไหน ด้วยกันผมก็เดินดุ่มๆ ไม่ได้มองรอบข้างว่ามีใครสนใจเราบ้าง แต่ก็เชื่อว่าคงไม่ได้มีใครสนใจเยอะขนาดนั้นหรอกมั้ง เพราะมาถึงก็ดูหนัง กินข้าวปกติ บางทีก็มีไปกับครอบครัวเขาบ้างครับ เพราะบางทีคุณแม่เขาก็ชวนไป เราก็ไป”

เจ้าตัวยอมรับแม้เวลาที่มีให้กันจะน้อย แต่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามเจอกันให้มากที่สุด
“เขา ก็มีไปเข้ากองบ้าง เพราะว่าผมทำงานเยอะ แล้วเขาว่างเราก็ต้องหาเวลาเจอกับเขา อย่างถ้าเวลาผมยุ่งแบบนี้เขาก็เลยหาเวลามาเจอเราบ้าง วันนึงแป๊บนึงก็ยังดี ซึ่งผมว่ามันเป็นการดี เพราะถ้าต่างคนต่างไม่ว่างไม่ใส่ใจในเรื่องการไม่จัดเวลาอย่างนี้มันก็ ประหลาด มันก็ไม่ต้องเจอกันเลยสิถ้างั้น ในเมื่อเรามีโอกาสที่จะจัดการเวลาได้มันก็เป็นความรู้สึกทางใจให้กันมันก็ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร”

“เขาไว้ใจมั้ย ก็ดีครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ คุณพ่อคุณแม่เขาก็น่ารักมาก ไม่ได้ถึงขนาดต้องมีเคอร์ฟิวเวลากลับบ้านซะขนาดนั้น เราก็ไม่ถึงกับลากยาวเลย เราก็รู้จักอะไรที่มันเป็นความพอดีอยู่แล้ว เพราะเราเองก็ต้องนอนพัก ไม่ใช่ไม่เห็นหัวผู้ใหญ่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกมั้ง ก็ต้องดูแลให้มันดีด้วย เราก็ต้องพักผ่อนเหมือนกัน”

"โฬม" เชิดใส่ "ติ๊ก" เสียบพระเอก "วนิดา" เกทับมีละครจ่อคิวอีก 3 เรื่อง





โดน “ติ๊ก” เสียบ“โฬม” ไม่เสียดายกระเด็นพระเอก “วนิดา” บอกเป็นเรื่องปกติของวงการ ยินดีจะได้เห็นพระเอกรุ่นพี่เล่นละครอีกครั้ง ฟุ้งถึงไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ก็มีละครอื่นจ่อคิวรออีกเพียบ

ขึ้นชื่อเป็นพระเอกลูกรักประจำวิกพระราม 4 แต่พอผู้จัดชื่อดัง “ดา หทัยรัตน์ อมตวณิชย์” นำละครเรื่อง “วนิดา” มาปัดฝุ่นทำใหม่ แล้ววางตัวให้หนุ่ม “โฬม พัชฎะ นามปาน” รับบทพระเอกคู่นางเอกมาแรง “แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ” จู่ๆ กลับมีคำสั่งประกาศิตของผู้ใหญ่ช่อง 3 ให้ปลดหนุ่มโฬมออกจากบทพระเอก แล้วให้พระเอกเทวดา “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” เสียบบทดังกล่าวแทน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้หนุ่มโฬมรู้สึกเศร้าเสียใจอะไร แจงเป็นเรื่องปกติของวงการบันเทิง ซ้ำยังเยินยอพระเอกเทวดาว่าเหมาะสมกับบท พร้อมคุยฟุ้งถึงไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ก็ยังมีละครจ่อคิวรออีก 3 เรื่อง

“ทาง ผู้ใหญ่ได้แจ้งผมมาสักพักหนึ่งแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรมากมาย จริงๆ เรื่องนี้ต้องไปถามช่อง เพราะทางช่องเป็นคนสับเปลี่ยน แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของวงการอยู่แล้ว มันก็ต้องมีการสับเปลี่ยนกัน ซึ่งผมว่านานๆ ทีพี่ติ๊กจะเล่นละครสักทีหนึ่ง แล้วผมก็ชื่นชอบในตัวพี่ติ๊กอยู่แล้วด้วย พี่ติ๊กมีเสน่ห์ นานๆ จะได้เห็นเขาเล่นละครเล่นหนังสักครั้งหนึ่ง ผมว่าถ้าเขาจะกลับมาเล่นละครอีกสักครั้งหนึ่งก็ดี ผมว่าทุกคนก็รอพี่ติ๊กกลับมาอยู่ ก็ไม่เกี่ยวว่าใครจะแทนใคร ผมเองก็อยากให้พี่ติ๊กมาเล่นละครอีกครั้งหนึ่ เพราะไม่ได้เห็นมานานแล้ว”

“ที่ โดนเปลี่ยนอาจเป็นเพราะคิว หรือคาแรคเตอร์ของละครอาจจะยังไม่ลงตัว ซึ่งผมก็ไม่ได้เสียดายอะไร เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เราหายไปเลย ผมก็ยังมีละครให้เล่นต่อเนื่อง และก็ยังมีอีกหลายบทบาทที่ยังรอผมอยู่ ถึงผมไม่ได้เล่นเรื่อง วนิดา ผมก็มีละครเรื่องอื่นอีกตั้ง 3 เรื่องที่รออยู่ ซึ่งทุกเรื่องบทก็โอเค สนุกทุกเรื่องเลย”

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ร้านอาหารสุดโหด! นั่ง 3 ชั่วโมงเก็บตังค์ 3 หมื่น


อดีตนายตำรวจพาแฟนสาวเข้าใช้บริการ ร้าน “เมโลดี้ คาราโอเกะ” สั่งอาหารและเหมาห้องร้องเพลง 3 ชั่วโมง พอเรียกเก็บตังค์แทบล้มทั้งยืน บิลค่าค่าอาหาร 3 หมื่น บาท แถมยึดโทรศัพท์และบังคับกดเงินมาจ่าย ก่อนต่อรองเหลือ 16,350 เผยประวัติร้านสุดโหดมีเรื่องกับลูกค้ารายวัน ขนาดลูกค้าต้องทิ้งบีเอ็มและ จยย.เป็นค่าประกันร้านอาหารโหดมาแล้ว

วันนี้(20 ต.ค.) เมื่อเวลา 00.30น. พ.ต.ท.สุรพล ขาวคม พนักงานสอบสวน(สบ2) สน.ประชาชื่น ได้รับแจ้งจาก ร.ต.ต.อัฎฐะพันธ์ ใจเที่ยง อายุ 42 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่บ้านเลขที่ 31 ต.แม่ปืม อ.เมือง จ.พะเยา และน.ส.อารีวรรณ สาธรรม อายุ 43ปี แฟนสาว ว่าได้เข้าไปกินอาหารที่ร้าน เมโลดี้ คาราโอเกะ ตั้งอยู่บริเวณริมถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. แต่กลับถูกเรียกเก็บค่าอาหารแพงเกินราคา กว่า 30,000 บาท พร้อมทั้งถูกยึดโทรศัพท์มือถือ ไปอีกจำนวน 2 เครื่อง

ร. ต.ต.อัฏฐะพันธ์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ประมาณ 20.30 น.ตนกับแฟนได้มาเที่ยวที่ร้าน เมโลดี้ คาราโอะเกะ โดยเปิดห้อง ร้องเพลงคาราโอเกะกัน จากนั้นได้สั่งเหล้า ยี่ห้อ เรด เลเบิ้ล 1 ขวด น้ำ เปล่าและโซดา ขณะเดียวกันได้เรียกเด็กให้เข้ามานั่งคุยด้วย จำนวน 2 คน ซึ่งตนก็นั่งดื่มกินกัน และร้องเพลงไปด้วย จนกระทั่งเวลา 23.30 น. ได้เรียกให้พนักงานเก็บเงิน เมื่อพนักงานส่งบิลมาให้ดูตนถึงกับตกใจ เนื่องจากราคาในบิล เป็นเงินทั้งหมด 30,000 บาท ตนจึงบอกว่ามันแพงเกินไป มีค่าเด็กที่มานั่งคุยด้วย เกือบ10,000 บาท ค่าลูกอม อีก 300 บาท และคนที่มานั่งก็มาแค่2 คน ไม่เหมือนกับที่ลงบิลไว้ 7 คน อีกทั้งไม่ได้มานั่งตลอด ไปๆ มาๆ

ร.ต.ต.อัฏฐะพันธ์ กล่าวอีกว่า ต่อมาทางร้านได้เข้ามาเจรจาว่า จะลดราคาให้เหลือ 16,350 บาท ตนจึงบอกว่ามีเงินแค่ 7,000 บาท จากนั้นก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนหลายคนเข้ามาล้อมกรอบตนเองไว้ และพูดทำนองข่มขู่ว่า ถ้าไม่มีเงินจ่ายก็อย่างหวังว่าจะได้ออกไปจากร้านโดยสวัสดิภาพเลย จากนั้น1 ใน ชายฉกรรจ์ได้ยึดโทรศัพท์มือถือของตนไป 2 เครื่องและบังคับให้ตนไปกดเงินที่หน้าธนาคารกสิกรไทย ใกล้ๆ ร้าน ตนกลัวว่าจะถูกทำร้าย จึงไปกดเงินมาให้อีก 8,000 บาท จึงออกมาจากร้านได้ แต่ยังมีโทรศัพท์อีก 2 เครื่องที่ยังไม่ได้คืน ตนจึงบอกว่า เดี๋ยวจะไปแจ้งความ จนกระทั่งมาถึงที่สน. ทางร้านจึงให้เด็กเอาโทรศัพท์มาคืน

จากการตรวจสอบบิล ของทางร้าน พบว่าค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ ประกอบด้วย 1.ค่าน้ำแข็ง 550 บาท 2.ผ้าเย็น 5 ผืน 200 บาท 3.น้ำส้ม จำนวน 26 แก้ว ราคา 3,900 บาท 4.ลูกอม 3 เม็ด ราคา 300 บาท และอื่นๆ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น16,350 บาท

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร้านร้าน เมโลดี้ คาราโอเกะ แห่งนี้ มักจะมีปัญหากับลูกค้าที่มาเที่ยวบ่อยครั้ง โดยเมื่อหลายวันที่ผ่านมาได้มีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปใช้บริการ มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด จำนวน 50,000 บาท จนกลุ่มวัยรุ่นต้องทิ้งรถ เก๋งบีเอ็ม ไว้เนื่องจากไม่มีเงินจ่าย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการคนอีกรายหนึ่งเข้าไปเที่ยวและถูกเก็บค่าอาหารแพง จนไม่มีเงินจ่ายจนต้องทิ้งรถ จยย.ไว้เช่นกัน

ครูแม่เล้าได้ประกันตัว ยังปากแข็งพาเหยื่อเรียนต่อใช่ขายตัว!

ครูซี 8 โรงเรียนดังหนองบัวลำภู ยังปากแข็ง อ้างพาเหยื่อไปศึกษาต่อ ไม่ได้พาไปค้ากามญี่ปุ่น ใช้ตำแหน่งขอประกันตัว ตำรวจอนุญาต เพราะเห็นมีงานทำเป็นหลักแหล่ง พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลจับเพื่อนร่วมแก๊งมาดำเนินคดี เชื่อ ทำเป็นขบวนการ

วันที่ 19 ต.ค. ที่ บก.ปคม.พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.3 บก.ปคม.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีจับกุม นางจิรภัทร แรมลี อายุ 53 ปี ข้าราชการระดับ 8 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.หนองบัวลำภู ครูสาวซี 8 ผู้ต้องหาพาสาวไทยไปค้ากามที่ประเทศญี่ปุ่น ว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธ ยอมรับแต่เพียงว่าพาผู้เสียหายเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นจริง แต่ก็พาไปเพื่อไปศึกษาต่อเท่านั้น ไม่ได้พาไปขายบริการ

พ. ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า หลังการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ต้องหาก็ได้ขอใช้ตำแหน่งข้าราชการ เทียบเท่าซี 8 ของตนเองยื่นประกันตัวออกไป พนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ต้องหามีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักแหล่ง และยังเป็นข้าราชการระดับสูง จึงอนุญาตให้ประกันตัวออกไป

“เจ้า หน้าที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจะขยายผลจับกุมเพื่อนร่วมแก๊งมาดำเนินคดีต่อไป เพราะเชื่อว่าคดีนี้มีการกระทำเป็นขบวนการ มีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหลายราย โดยเกี่ยวข้องในเรื่องการทำหนังสือเดินทาง และรับเหยื่อถูกหลอกลวงที่สนามบินประเทศต้นทาง” พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ช้างคลั่งงวงรัด งาแทง3ขวบ

สุดสลดช้าง "พังน้ำฝน" เกิดคลุ้มคลั่งใช้งวงรัด-งาแทงอก เด็กชายวัย 3 ขวบ เผยพ่อเป็นผอ.โรงเรียนที่อุดรฯ พาภรรยาและลูกชายรวมทั้งญาติไปเที่ยวพักผ่อนเมืองพัทยา แวะเที่ยวตลาดน้ำ 4 ภาค หนูน้อยยื่นแตงโมให้ช้างกิน จู่ๆ กลับคลุ้มคลั่งทำร้าย ควาญพยายามใช้ตะขอฟาดจนงาหักแต่ยังไม่หยุด หลังทำร้ายเด็กอยู่พักใหญ่จึงปล่อยร่างลงพื้น เจ้าของตลาดน้ำยันชดใช้ดูแลเต็มที่

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 19 ต.ค. พ.ต.ท.ธนเดช ดวงตาปิยะชัย พนักงานสอบสวน (สบ 3) สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งจากโรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา ว่า มีเด็กชายวัย 3 ขวบเศษ ถูกช้างพังทำร้ายรับบาดเจ็บสาหัส เข้ารักษาตัว ขอให้มาสอบสวนด้วย หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ รอง.ผกก.สส., พ.ต.ท.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส รอง.ผกก.ปป. รุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงทีมแพทย์และพยาบาลนำตัว ด.ช.กฤตานนท์ ภาโนมัย หรือ "พอตเตอร์" อายุ 3 ขวบเศษ เข้าห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีบาดแผลถูกของแหลมแทงเข้าที่กลางหน้าอก เฉียดหัวใจ ที่ก้นทั้ง 2 ข้างมีแผลฉกรรจ์ อวัยวะเพศเป็นแผลฉกรรจ์ อาการโคม่า ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน โดยมีนายธีรศักดิ์ ภาโนมัย อายุ 42 ปี ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยกองสี จ.อุดร ธานี และนางสุมัทนา ภาโนมัย อายุ 42 ปี ผู้เป็นพ่อและแม่พร้อมกับญาติพี่น้อง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

นาย ธีรศักดิ์ ผู้เป็นพ่อให้การว่า พาครอบครัวและญาติพี่น้องเดินทางมาจาก จ.อุดรธานี มาเที่ยวเมืองพัทยา ก่อนเกิดเหตุ ช่วงเย็นของวันเดียวกันเวลาประมาณ 17.00 น. เดินทางไปเที่ยวตลาดน้ำ 4 ภาค ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ระหว่างที่เดินเที่ยวรอบๆ ตลาด จนกระทั่งมาถึงบริเวณทางข้ามสะพานส่วนหลังตลาด โดยมีช้างพังทราบชื่อคือพังน้ำฝน วัย 5 ปี กำลังเต้นแสดงโชว์ โดยไม่มีท่าทีอาการผิดปกติให้เด็กแต่อย่างใด

จากนั้นระหว่างที่ น้องพอตเตอร์เข้าไปใกล้ช้างพังน้ำฝน เพื่อให้แตงโมกิน จู่ๆ ช้างก็เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ใช้งวงรัดลำตัวน้องพอตเตอร์ แล้วเหวี่ยงเข้าหาตัว กระแทกกับงาหลายครั้ง โดยควาญช้างพยายามใช้ตะขอฟาดให้หยุด จนงาช้างหัก แต่ช้างก็ไม่ยอมหยุด มิหนำซ้ำ ยังเหวี่ยงร่างใช้งวงกระหน่ำแทง อยู่นานกว่า 2 นาที ก่อนจะปล่อยร่างเด็กร่วงตกลงมากระแทกพื้น ทางพ่อแม่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลดังกล่าว

ด้านนายทองอุ่น ทรัพย์มาก อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/3 ม.1 ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ควาญช้างให้การว่า ภายหลังเกิดเหตุพาช้างไปขังบริเวณด้านหลังตลาดน้ำ 4 ภาค ส่วนสาเหตุที่พังช้างน้ำฝนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุใด เบื้องต้นมีพยานเห็นเหตุการณ์ยืนยัน มีเด็กชาย 2 คน ใช้ไม้แหย่ก้นช้าง จังหวะน้องพอตเตอร์เข้าพอดี จึงถูกช้างทำร้ายดังกล่าว

พ.ต.ท.ศุภ ชัชจ์ เปี่ยมมนัส รอง.ผกก.ปป. กล่าวว่า จากการตรวจสอบและสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ช้างพังดังกล่าว มีควาญช้างมาขอเช่าพื้นที่ตลาดน้ำ 4 ภาค ทำการแสดง โดยมาแสดงประมาณ 5-6 เดือนแล้ว ส่วนสาเหตุอาการคลุ้มคลั่งยังไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุใด โดยต้องรอสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อกล่าวหาควาญช้างและเจ้าของสถานที่ ในข้อหาประมาทแล้ว

ขณะ ที่ น.ส.วะริดา แซ่อึ้ง อายุ 34 ปี กรรมการผู้จัดการตลาดน้ำ 4 ภาค ออกมาเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางตลาดน้ำ 4 ภาค ขอแสดงความรับผิดชอบและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมาหื่นฟันหัวฆ่าเหยื่อกาม สยองคาบ้าน

ตร.คาดฝีมือเพื่อนวงเหล้า

เมาแล้วหื่นกาม ฆ่าเหี้ยมสาวใหญ่ มีดฟันหัวแทงซ้ำกลางหลัง คาดคนร้ายคงนั่งดื่มเหล้ากับผู้ตาย พอเมาได้ที่พยายามจะขอร่วมเพศ แต่เหยื่อไม่ยอมขัดขืนต่อสู้ เลยโดนฆ่าทิ้ง เพราะในบ้านไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ผู้การจังหวัดมั่นใจ ตามจับได้เร็ว ๆ นี้แน่ พร้อมกับจะเรียกเพื่อนที่ชอบดื่มเหล้ากับผู้ตายมาสอบ

เมื่อ เวลา 08.00 น. วันที่ 19 ต.ค. พ.ต.ท.สุขสันต์ ชัยรัตน์ สวส.สภ.เมืองกาญจนบุรี รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตาย ที่บ้านไม่มีเลขที่ ปลูกอยู่กลางทุ่งนา หมู่ 3 ต.ท่ามะขาม รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต. เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ที่เกิดเหตุภายในบ้านพบศพนางสุขใจ จงเจริญ อายุ 43 ปี เจ้าของบ้าน นอนเสียชีวิตสภาพใส่เสื้อยืดตัวเดียว ท่อนล่างเปลือย ไม่พบร่องรอยการถูกข่มขืน สภาพศพที่ศีรษะโดนฟัน 5-6 แผล กลางหลังถูกแทง 2 แห่ง คาดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุเจอใบมีดหักเปื้อนเลือดตกอยู่ 1 อัน คาดเป็นอาวุธสังหาร และขวดเหล้าขาวอีกหลายขวด หน้าบ้านพบด้ามมีดอีก 1 อัน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายมีอาชีพรับจ้างทั่วไป อยู่ตัวคนเดียวที่บ้านหลังดังกล่าว หลังเลิกงานชอบดื่มเหล้า เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ก่อนเกิดเหตุนางสุขใจคงชวนเพื่อนชายมานั่งดื่มเหล้าด้วยกันในบ้าน พอเมาได้ที่คนร้ายพยายามจะข่มขืนผู้ตาย แต่นางสุขใจไม่ยอม เลยถูกคนร้ายคว้ามีดฟันและแทงซ้ำจนเสียชีวิต ก่อนจะหลบหนีไปอย่างลอยนวล

พล. ต.ต.เรวัชเปิดเผยว่า จะเรียกเพื่อนที่ชอบดื่มเหล้ากับผู้ตายมาสอบว่ามีใครบ้างที่น่าสงสัย โดยคนร้ายรายนี้ต้องรู้จักกับเหยื่อเป็นอย่างดี และไม่ใช่เป็นการฆ่าชิงทรัพย์ เพราะผู้ตายไม่มีทรัพย์สินมีค่า และในบ้านไม่มีร่องรอยการรื้อค้น สาเหตุน่ามาจากฆาตกรคงจะพยายามข่มขืน พอฝ่ายหญิงต่อสู้ขัดขืนเลยฆ่าทิ้ง อย่างไรก็ตามจะส่งศพไปตรวจที่สถาบันนิติเวชอีกครั้ง เพื่อหาร่องรอยว่ามีการข่มขืนหรือไม่ คดีนี้เชื่อว่าน่าจะจับคนร้ายได้เร็ว ๆ นี้.